วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558


เครื่องบินคองคอร์ด (Concorde)



เครื่องบินคองคอร์ด (Concorde) เป็นเครื่องบินขนส่งชนิดมีความเร็วเหนือเสียง เป็นหนึ่งในสองแบบของเครื่องบินเร็วเหนือเสียงที่ใช้เป็นเครื่องบินโดยสาร และนำมาให้บริการในเชิงพาณิชย์ โดยใช้เวลาศึกษาวิจัยเป็นเวลา 7 ปี เครื่องคองคอร์ดต้นแบบเครื่องแรกบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 1969 ทดสอบและพัฒนาอีก 4 ปี โดยคองคอร์ดเครื่องแรกออกจากสายการผลิตและเริ่มบินทดสอบเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ.1973 รวมตั้งแต่เริ่มโครงการจนนำมาผลิตใช้เวลากว่า 13 ปีเต็มใช้เงินในการพัฒนากว่า 1,000 ล้านปอนด์
เครื่องบินคองคอร์ดมีความเร็วปกติ 2,158 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเพดานบินสูงสุด 60,000 ฟุต (18.288กิโลเมตร) มีปีกสามเหลี่ยม
การบินเชิงพาณิชย์ของคองคอร์ด ดำเนินการโดยบริติชแอร์เวร์(British Airways) และแอร์ฟรานซ์ (Air France) เริ่มต้นเมื่อวันที่ 21 มกราคม ค.ศ.1976 และสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ.2003 และมีเที่ยวบิน “เกษียณอายุ” เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ.1976เที่ยวบินลอนดอน-นิวยอร์ก และปารีว-นิวยอร์ก ใช้เวลาเดินทางเฉลี่ยประมาณ 3 ชม.
เครื่องบินคองคอร์ด มีข้อจำกัดในการออกแบบด้านพลศาสตร์ ซึ่งส่วนหัวของเครื่องบินจะต้องเชิดขึ้น ส่งผลให้ทัศนวิสัยของนักบินไม่ดี ผู้ออกแบบได้แก้ไขโดยเพิ่มกลไกปรับส่วนหัวของเครื่องบิน ให้กดลงมา เพื่อให้นักบินมองเห็นสนามบินขณะเครื่องบินขึ้น ลงจอด และขณะอยู่บนแทกซี่เวย์ ส่วนหัวของคองคอร์ดปรับทำมุมกดได้ 12.5°
เครื่องบินคองคอร์ด มีทั้งสิ้น 20 ลำ เป็นเครื่องที่ใช้ในการพัฒนา 6 ลำ ใช้งานเชิงพาณิชย์ 14 ลำ ตก 1 ลำ

การเกิดอุบัติเหตุ

คองคอร์ดมีสถิติเกิดอุบัติเหตุตกเพียงครั้งเดียว คือ เที่ยวบิน 4590 ของแอร์ฟรานซ์ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2543 หลังทะยานขึ้นจากท่าอากาศยานใกล้กรุงปารีว มีผู้เสียชีวิต 113 คน
ผลการสอบสวนสรุปว่าสาเหตุการตก เนื่องจากมีชิ้นส่วนโลหะที่หลุดออกมาจากเครื่องบินดีซี-10 ของ
คอนติเนนตัลแอร์ไลน์ ซึ่งบินขึ้นก่อนหน้านั้น 4 นาที กระแทกกับยางล้อด้านซ้ายของเครื่องเที่ยวบิน 4590 ขณะกำลังเร่งเครื่องเพื่อบินขึ้น ยางล้อเกิดระเบิดและมีชิ้นส่วนของยางกระเด็นไปกระแทกถังน้ำมัน และสายไฟ และเกิดไฟลุกไหม้ขึ้น ในขณะนั้นเจ้าหน้าที่หอบังคับการบินได้แจ้งนักบิน นักบินได้ตัดการทำงานของเครื่องยนต์ และพยายามยกเลิกการบินขึ้น แต่เครื่องบินเสียการทรงตัวและกระแทกพื้น เกิดการระเบิด ผู้โดยสาร 100 คน เจ้าหน้าที่บนเครื่อง 9 คน และเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน 4 คน เสียชีวิต
มีการระงับการบินของคองคอร์ดทุกเที่ยวบินเพื่อสอบสวนหาสาเหตุและแก้ไข คองคอร์ดเที่ยวบินแรกหลังอุบัติเหตุ ทำการบินทดสอบเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ.2544 และทำการบินพร้อมผู้โดยสารเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 กันยายน2544 วันเดียวกับการเกิดวินาศกรรม 11 กันยายน 2544
ความตกต่ำของอุตสาหกรรมการบินหลังเหตุการณ์ 9/11 ทำให้แอร์ฟรานซ์และบริติชแอร์เวย์ ตัดสินใจประกาศยกเลิกการใช้งานเครื่องบินคองคอร์ดทั้งหมด ในปีพ.ศ.2546 เนื่องจากมีผู้ใช้บริการน้อยและมีต้นทุนสูง

รายละเอียดของ เครื่องบินคองคอร์ด

  • ผู้สร้าง: บริษัท บีเอซีแอโรสปาติออง (อังกฤษ-ฝรั่งเศส)
  • ประเภท: เครื่องบินโดยสารความเร็วเหนือเสียง ทำการบินด้วยนักบิน 3 คน จำนวณที่นั่งผู้โดยสาร 128 ที่นั่ง
  • เครื่องยนต์: เทอร์โบเจ๊ต รอลส์-รอยซ์/สเนคมา โอลิมปัส 593 หมายเลข 610 ให้แรงขับเครื่องละ 17,260 กิโลกรัม และเพิ่มแรงขับอีก 17% เมื่อใช้สันดาปท้าย จำนวน 4 เครื่อง พร้อมเครื่องเก็บเสียง และ อุปกรณ์กลับแรงขับ
  • กางปีก: 25.60 เมตร
  • ยาว: 62.17 เมตร
  • สูง: 12.19 เมตร
  • พื้นที่ปีก: 358.25 ตารางเมตร
  • น้ำหนักเปล่า: 78,700 กิโลกรัม
  • น้ำหนักบรรทุกปกติ: 11,340 กิโลกรัม
  • น้ำหนักบรรทุกสูงสุด: 12,700 กิโลกรัม
  • น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด: 185,065 กิโลกรัม
  • น้ำหนักร่อนลงสูงสุด: 111,130 กิโลกรัม
  • อัตราเร็วเดินทางขั้นสูง: 2,179 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • อัตราไต่ที่ระดับน้ำทะเล: 1,525 เมตร
  • เพดานบินใช้งาน: 60,000 ฟุต
  • อัตราเร็ววิ่งขึ้น: 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • อัตราเร็วร่อนลง: 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • ระยะทางวิ่งขึ้นพ้น 10.7 เมตร: 3,600 เมตร
  • ระยะทางร่อนลงจาก 10.7 เมตร: 2,220 เมตร
  • พิสัยบิน: 4,900 กิโลเมตร เมื่อมีภารกรรมบรรทุกสูงสุด
  • 7,215 กิโลเมตร เมื่อบรรทุกเชื้อเพลิงสูงสุด




วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ทึ่ง...สภาพ"ส้วม"จากหลายประเทศทั่วโลก

ประเทศเยอรมนี



ประเทศธิเบต



ประเทศฝรั่งเศส (รวมถึงประเทศใกล้เคียงในทวีปยุโรป)


ประเทศญี่ปุ่น มี 2 แบบ





ในแถบทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 




ประเทศอินเดีย


ประเทศกัมพูชา



ประเทศเนเธอแลนด์



ประเทศจีน




ประเทศมาลาวี



ประเทศลาว



ประเทศเม็กซิโก

วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

'อเลสซานโดร โวลตา'


วันที่ 18 ก.พ. 2558 ซึ่งเป็นวันครบรอบวันเกิดของอเลสซานโดร โวลตา 270 ปี 
อเลสซานโดร โวลตา เกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ คริสต์ศักราช 1745 เขาเป็นนักฟิสิกส์ชาวลอมบาร์ดี ประเทศอิตาลี อเลสซานโดร โวลตาเป็นผู้คิดค้นสิ่งที่เราทุกคนต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี นั่นก็คือ "แบตเตอรี่" นั่นเอง หรือเรียกว่าเซลล์ไฟฟ้าเคมี
อเลสซานโดร โวลตาคิดค้นได้ในปีคริสต์ศักราช 1800 และเขาได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ปีคริสต์ศักราช 1827 การคิดค้นแบตเตอรี่ของเขานำไปสู่การพัมนาการสิ่งที่เราใช้งานอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ, โน๊ตบุ๊ค และอื่นๆ เรียกได้ว่าเป็นยุดแห่งการผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างแท้จริง

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

10 อันดับ รถ ที่มีราคา'แพงที่สุด'!!!!

10. Lamborghini Aventador

Lamborghini Aventador

ซูเปอร์คาร์กระทิงดุรุ่นยอดนิยมของค่าย ออกแบบโฉบเฉี่ยวสมกับรถสปอร์ตในปัจจุบัน ภายในหรูหราด้วยวัสดุชั้นยอด มาพร้อมเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6,500 ซีซี กำลัง 700 แรงม้า ทำเวลาจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 2.9 วินาที นับว่าเร็วมากทีเดียว ด้านราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 441,600 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 14 ล้านบาท) สมกับเป็นสมรรถนะระดับซูเปอร์คาร์ของมัน


9. Rolls Royce Phantom

Rolls Royce Phantom

รุ่นชูโรงสุดหรูของโรลส์ รอยซ์ ด้วยงานประกอบระดับเทพ วัสดุภายในคุณภาพสูง และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกจัดเต็ม ทั้งยังมีให้เลือกทั้งรุ่นคูเป้ เปิดประทุน และสี่ประตูแบบซาลูน ตามความต้องการ ใช้เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6,750 ซีซี กำลัง 453 แรงม้า แรงกำลังดี ส่วนราคาเริ่มต้น 474,990 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 15.4 ล้านบาท)




Porsche 918 Spyder

รถสปอร์ตไฮบริดจากปอร์เช่ที่ไมได้มีดีแค่การประหยัดน้ำมัน แต่ยังมาพร้อมความแรงและฟิลลิ่งการขับขี่ที่สปอร์ตเหลือกิน เหลือใช้กับเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4,600 ซีซี จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้กำลังรวมกัน 887 แรงม้า ส่วนราคานั้นแรงสะใจที่ 929,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 30 ล้านบาท)

 7. McLaren P1 



สุดยอดรถสปอร์ตจากแม็คลาเรน (McLaren) ผู้ผลิตสัญชาติอังกฤษ ทีเด็ดอยู่ที่เป็นรถสปอร์ตไฮบริดที่ออกแบบทุกอย่างเพื่อใช้น้ำมันให้คุ้มค่าทุกหยด โดยใช้เครื่องยนต์ V8 ขนาด 3,800 ซีซี ผสานกำลังกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้พละกำลังรวมกันถึง 903 แรงม้า ส่วนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 42 ล้านบาท) แพงสมกับเป็นรถสปอร์ตเทคโนโลยีใหม่จริง ๆ


6. Hennessey Venom GT

Hennessey Venom GT

ใครว่าซูเปอร์คาร์มีเฉพาะในยุโรป สหรัฐฯ เองก็สร้างซูเปอร์คาร์ตัวแรงได้ดีไม่แพ้กัน ด้วย เฮนเนสซี เวนอม จีที (Hennessey Venom GT) เจ้าของความเร็ว 435 กม./ชม. ซึ่งสูงที่สุดในปัจจุบัน (แต่ยังไม่ได้การรับรองจากกินเนสส์บุ๊ก) สร้างจากโครงสร้างของโลตัส เอ็กซีก (Lotus Exige) ใช้เครื่องยนต์ขนาด 7,000 ซีซี เทอร์โบชาร์จคู่ มีกำลัง 1,244 แรงม้า ซึ่งรุ่นสูงสุดของมันมีราคาอยู่ที่ 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 38 ล้านบาท)

5. Pagani Huayra

Pagani Huayra

พากานิ ไวร่า (Pagani Huayra) ซูเปอร์คาร์จากอิตาลีที่มาแรงไม่แพ้แลมโบกินีและเฟอร์รารี (Ferrari) ใช้เครื่องยนต์ V12 Bi Turbo ขนาด 6,000 ซีซี จากเอเอ็มจี (AMG) พร้อมด้วยระบบปีกรับลมอัตโนมัติ เพิ่มแรงกดเพื่อการยึดเกาะที่ดีเยี่ยม ด้านสนนราคานั้นเริ่มต้นที่ 1.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 45 ล้านบาท)

4. Ferrari LaFerrari  



นับเป็นซูเปอร์คาร์รุ่นที่แรงที่สุดของเฟอร์รารี่ในปัจจุบัน โดยเป็นรถสปอร์ตรุ่นแรก ๆ ของโลกที่นำเทคโนโลยีการขับเคลื่อนแบบไฮบริดมาใช้ ผสานกำลังกันระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6,300 ซีซี กำลัง 963 แรงม้า ทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาต่ำกว่า 3 วินาที ทำความเร็วได้มากกว่า 350 กม./ชม. ถือเป็นรถยนต์ไฮบริดที่แรงที่สุดบนโลกในขณะนี้ ทั้งนี้ มันถูกผลิตเพียง 499 คัน เท่านั้น ส่วนราคาของมันเริ่มต้นที่ 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 52.6 ล้านบาท) 


 3. Bugatti Veyron 

2013 Bugatti Veyron 16.4 Grand Sport Vitesse

ซูเปอร์คาร์ผู้เป็นเจ้าของความเร็ว 432 กม./ชม. ใช้เครื่องยนต์ W16 Quad Turbo ขนาด 8,000 ซีซี กำลัง 1,200 แรงม้า ตั้งเป้าจำหน่ายให้ได้ 500 คัน และยังเหลือีก 50 คันให้เป็นเจ้าของ ส่วนราคาเริ่มต้นที่ 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 81 ล้านบาท)


2. Koenigsegg One:1  

Koenigsegg One 1

มาแรงแซงโค้งจริง ๆ สำหรับผู้ผลิตจากประเทศสวีเดนที่ทำรถเพียงไม่กี่ปีแต่ก็สามารถครองใจคนรักความเร็วได้อย่างรวดเร็ว โดยโคนิกเซกก์ วัน:1 (Koenigsegg One:1) เป็นรถที่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดีให้มีกำลัง 1 แรงม้า รองรับน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ใช้เครื่องยนต์ V8 ขนาด 5,000 ซีซี ให้กำลัง 1,341 แรงม้า ส่วนน้ำหนักกอยู่ที่ 1,341 แรงม้า เช่นกัน ด้วยความสมบูรณ์แบบเช่นนี้ ราคาของมันจึงสูงถึง 2.85 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 92 ล้านบาท) 


1. Lamborghini Veneno 

Lamborghini Veneno


 รถสปอร์ตรุ่นพิเศษจากแลมโบกินี่ (Lamborghini) ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 9 คันเท่านั้น มาพร้อมเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6,500 ซีซี กำลัง 750 แรงม้า ตัวถังทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ มีความเร็วสูงสุด 355 กม./ชม. พร้อมด้วยราคาจำหน่ายสูงถึงคันละ 4.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 146 ล้านบาท) แพงที่สุดในบรรดารถยนต์ที่ยังมีขายในปี 2014 เลยทีเดียว

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

2015 Route


Sporting aspects


The route

Running from Saturday July 4th to Sunday July 26th 2015, the 102th Tour de France will be made up of 21 stages and will cover a total distance of 3,344 kilometres (before ratification).
  • 9 flat stages
  • 3 hilly stages
  • 7 mountain stages including 5 summit finishes
  • 1 individual time trial
  • 1 team time trial
  • 2 rest days

Distinctive aspects of the race

21 and 6
This 21st Grand Départ from abroad will also be the 6th from the Netherlands which is a record. The Tour will then spend two days in Belgium before reaching France.
A MINI PARIS – ROUBAIX
Like in 2014, the peloton will have its share of cobbled portions during stage 4 between Seraing and Cambrai. There will be seven sectors over a distance of 13.3 kilometres.
MUR AND MÛR
Two final climbs will spice up the first week of racing. First of all, the climb up the Mur de Huy (1.3 km at 9.6%), which is the traditionnal finish of the Flèche Wallonne, where stage 3 will end. Then, the climb up the Côte de Mûr de Bretagne (2 km at 6.9% with some passages at 15%), known as the Alpe-d’Huez of Britanny and already on the course in 2011, where the finish of stage 8 will take place.

6 new stage cities

  • Utrecht (start of stages 1 and 2)
  • Zélande (finish of stage 2)
  • Livarot (start of stage 7)
  • La Pierre-Saint-Martin(finish of stage 10)
  • Muret (start of stage 13)
  • Sèvres - Grand Paris Seine Ouest(start of stage 21)


วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สวัสดีค่ะ ความฝันของฉันอยากเปน 'air hostess' ตอนนี้กำลังคิดว่า ถ้าจบม.6 แล้ว จะไปต่อที่ไหนที่เป็น ธุรกิจการบิน ระหว่าง 'มหาวิทยาลัยศรีปทุม' หรือ 'มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต หัวหิน' ดี??

ธุรกิจการบินมหาวิทยาลัยศรีปทุม




ธุรกิจการบินมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต หัวหิน

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

งานฉลองที่มีสีสันและสนุกสนานตั้งแต่เช้ายันค่ำ จะหมุนเวียนจัดกันไปจัดตามเมืองต่างๆ ทั่วฝรั่งเศส งานเทศกาลที่จัดกันในปัจจุบันล้วนเป็นมรดกตกทอดสืบต่อกันมาตั้งแต่ครั้งอดีต หมู่บ้านแต่ละแห่งจะต้องมีงานฉลองของตน และในแต่ละเมืองจะต้องมีเทศกาลของดีของเด่นประจำปีไว้สนุกสนานกัน
เช่น งานเดินขบวนคนยักษ์ (คนต่อขา) ของทางตอนเหนือของฝรั่งเศส งานคาร์นิวัลเมืองนีซ (Nice) งาน Ferias เมืองนีมส์ (Nîmes) และเมืองอาร์ล (Arles) งานประจำปีเมืองบายอน (Bayonne) หรือเมืองเบซิเยส์ (Béziers) ฯลฯ งานเหล่านี้เป็นที่รวมความสนุกสนานของชาวเมืองซึ่งยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวจากต่างถิ่นให้มาร่วมความบันเทิงด้วยกัน นอกจากงานเทศกาลต่างๆ ในเขตภูมิภาคแล้ว ฝรั่งเศสยังมีงานสำคัญประจำปีระดับชาติอีก 2 งาน ซึ่งทุกเมืองจะเฉลิมฉลองพร้อมๆ กัน งานแรกคืองานวันชาติ 14 กรกฎาคมซึ่งเป็นวันสำคัญที่เปิดตัวด้วยการสวนสนามของทหารเหล่าต่างๆ และจัดขึ้นอย่างใหญ่โตที่ถนนชองส์-เอลิเซ่ส์ (Champs-Elysées) อันเลื่องชื่อของปารีส พอถึงกลางคืนจะมีการจุดดอกไม้ไฟที่สวยงามตระการตา และมีงานเต้นรำที่สนุกสนานแบบฝรั่งเศสแท้ ส่วนตามเมืองใหญ่ๆ มักจัดการแสดงดนตรีกลางแจ้งให้ชมกันโดยไม่ต้องเสียค่าผ่านประตู งานใหญ่งานที่สองคือ เทศกาลดนตรีซึ่งจัดขึ้นทุกวันที่ 21 มิถุนายน เทศกาลนี้เปิดโอกาสให้คนรักดนตรีทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นได้แสดงความสามารถกันเต็มที่และสุดเหวี่ยงในท้องถนนและทุกหนทุกแห่ง นอกจากนี้ยังมีเทศกาลเพลงคลาสสิค ละคร ละครสัตว์ และอื่นๆ อีกมากมายตลอดทั้งปี เพียงเท่านี้คุณก็คงพอรู้แล้วว่าในฝรั่งเศสความสนุกสนานเพลิดเพลินนั้นไม่มีการเว้นวรรคจริงๆ